Note's profileNotePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 17 Chapter 28 : ชีวิตมหาวิทยาลัย สิ่งที่คนส่วนมากได้เรียนรู้มักมาจาก ๒ ทางใหญ่ๆ ทางแรกคือเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองพบประสบมาจริงๆ อันนี้แล้วแต่ว่าใครไขว่คว้า จะใฝ่ทางใด จะขยันพาตัวเองมาสัมผัสโลกภายนอก แต่สัมผัสมากไม่ได้หมายความเราจะมีประสบการณ์มากแต่นั่นขึ้นอยู่กับว่าเราจะเก็บเกี่ยวเรียนรู้จากมันได้มากน้อยแค่ไหน และทางที่สองคือเรียนรู้จากประสบการณ์สำเร็จรูป ประสบการณ์สำเร็จรูปหมายถึงการเรียนรู้ประสบการณ์ผ่านประสบการณ์คนอื่นซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น จากภาพยนตร์ จากข่าว จากหนังสือต่างๆ อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะเก็บเกี่ยวความรู้เหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหนอีกเหมือนกัน ชีวิตที่มีแต่ห้องเรียนกับโรงเรียนกวดวิชา ทำให้เรารู้ว่าเราชอบวิชาไหน เราทำคะแนนวิชาไหนได้ดี แต่นั่นไม่ได้ความหมายว่า ถ้าเราชอบเลข เราต้องเรียนบัญชี ชอบสังคมเรียนกฏหมาย ชอบภาษาเรียนศิลปศาสตร์ หมายถึงไม่ได้ทำให้เรารู้่ว่าโตขึ้นเราอยากเป็นอะไร อยากใช้ชีวิตแบบไหน อยากทำงานอะไร อันจะนำไปสู่คำถามที่ว่าเราจะเข้าคณะอะไร คำถามนี้ไม่ได้ทำให้เด็ก ม.ปลายหนักใจเท่านั้น แต่นักศึกษาที่เพิ่งจบปริญญาตรีอีกหลายคนยังคงตอบคำถามนั้นไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ประเทศเราสอนเราทุกอย่าง ยกเว้นสอนให้เรารู้จักตัวเอง ในฐานะที่ผมกำลังเรียนเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน ผมบอกได้เลยว่าสื่อไม่ได้บอกเราหมดทุกอย่าง สื่อไม่ได้สอนสิ่งที่เราควรจะรู้ สื่อทำทุกอย่างที่ทำให้เขาควบคุมเราได้ นั่นหมายถึงคุณควรออกไปหามันด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง คุณถึงจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่รอเสพย์จากสื่ออย่างเดียว และในฐานะที่ผมกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ การเรียนในมหาวิทยาลัยต่างกับการเรียนในโรงเรียนมัธยมก็แค่เนื้อหาที่เรียน เรียนมากกว่า แต่สิ่งสำคัญคือการทำกิจกรรมในมหาลัยเหมือนกับการซ้อมใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ คนที่อยู่ในวัยที่เรียกว่าวัยรุ่น วัยรุ่นส่วนใหญ่อยากจะเป็นผู้ใหญ่ อยากได้การยอมรับแบบผู้ใหญ่ ไม่อยากถูกมองว่าเป็นเด็กอีกแล้ว แต่สิ่งที่วัยรุ่นส่วนใหญ่พยายามทำอยู่คือ การแต่งตัวหรือพฤติกรรมที่แสดงว่ากูเจ๋ง กูไม่เป็นลูกแหง่ แต่เสียใจด้วยครับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณเป็นผู้ใหญ่เลย คุณก็เป็นแค่เด็กที่พยายามอยากเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นเอง สำหรับผม การเป็นผู้ใหญ่มันไม่่ง่ายเลย เราต้องมีความรับผิดชอบมาก ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบส่งงาน สอบผ่านหรือเรียนให้จบเท่านั้น แต่หมายถึง เราต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสถานะ ทุกหน้าที่ที่เราเป็น เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เรา เป็นน้องที่ดีของพี่ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นลูกศิษย์ที่ดีของครู การจำลองการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่นี้เป็นไปในทั้งสองแง่ คือแง่ของกระบวนการการทำงานและกระบวนการความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ซึ่งข้อดีของกิจกรรมในมหาลัยนั่นก็คือ คุณผิดพลาดได้ เพราะผู้คนรอบตัวคุณในตอนนี้ก็กำลังจำลองการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่และกำลังผิดพลาดเหมือนๆกับคุณ และเมื่อผิดพลาดก็จงเอ่ยคำขอโทษและปล่อยให้มันเป็นครูเรา ดังนั้นเราก็ควรจะลองผิดพลาดในมหาลัยกันตั้งแต่ตอนนี้ ก็คงดีกว่าไปผิดพลาดในที่ที่ไม่มีโอกาสให้กับเรา ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าเราต้องหันมาจริงจังกับชีวิตแล้วล่ะก็ หยุดคิดแบบนั้นเพราะการทำเรื่องสนุกๆในวัยนี้เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง วัยรุ่นเป็นวัยแห่งความสนุกสนานโลดโผน เพราะพวกเราไม่ได้กำลังแบกความรับผิดชอบ ความกดดันอะไรไว้มากมายเท่าไรนัก ฉะนั้นตอนนี้คุณก็ควรจะกระโดดโลดเต้นกับภาระเบาๆบนหลังของคุณแต่ต้องเตรียมบ่าเตรียมหลังให้พร้อมเสมอ เพราะความรับผิดชอบใหญ่ๆอาจจะตกลงมาบนหลังของเราเมื่อไรก็ได้ การรู้จักคนเยอะไม่ได้ทำให้เราดูป๊อปปูล่าหรือกลายเป็นคนเจ้าเสน่ห์ แต่สิ่งสำคัญของการรู้จักคนเยอะก็คือ โลกของคุณกว้างขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกันยังไง ใช้ชีวิตยังไง ลำดับความสำคัญของชีวิตแต่ละคนเป็นยังไง ซึ่งนี่ก็คือทางลัดทางหนึ่งที่ทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรเร็วขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้ บางคนอาจคิดว่ามันไม่สำคัญ พูดตามตรงตอนนี้ผมก็คิดแบบครึ่งครึ่งแล้วว่ามันสำคัญแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าประสบการณ์อะไรที่เราผ่านมาในชีวิต ที่เราเก็บเกี่ยวมา จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเติบโตไปเป็นคนอย่างไร ได้เวลาเดินออกไปสนุกกับชีวิตมหาวิทยาลัยแล้ว :) ( ตำรา 101 ) Comments (15)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://carrotshead.spaces.live.com/blog/cns!135E1CFCED22D102!1793.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|